วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
อุทกภัย
ชนิดของอุทกภัย
1. น้ำป่าหลาก เกิดจากฝนตกหนักบนภูเขา หรือต้นน้ำลำธารและไหลบ่าลงที่ราบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีต้นไม้ ช่วยดูดซับ ชะลอกระแสน้ำ ความเร็วของน้ำ ของท่อนซุง และต้นไม้ ซี่งพัดมาตามกระแสน้ำจะทำลายต้นไม้ อาคาร ถนน สะพาน และชีวิตมนุษย์และสัตว์จนได้รับความเสียหาย.
2. น้ำท่วมขัง น้ำเอ่อนอง เกิดจากน้ำล้นตลิ่ง มีระดับสูงจากปกติท่วมแช่ขัง ทำให้การคมนาคมหยุดชะงัก เกิดโรคระบาดได้ ทำลายพืชผลเกษตรกร
3. คลื่นซัดฝั่ง เกิดจากพายุลมแรงซัดฝั่ง ทำให้น้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเล บางครั้งมีคลื่นสูงถึง 10 เมตร ซัดเข้าฝั่งซึ่งสามารถทำลายทรัพย์สินและชีวิตได้
การป้องกันและลดความเสียหายจากอุทกภัย
ควรติดตามฟังข่าวอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาสม่ำเสมอ เมื่อใดที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนให้อพยพ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงควรรีบอพยพไปอยู่ในที่สูง อาคารที่มั่นคงแข็งแรง
ถ้าอยู่ที่ราบให้ระมัดระวังน้ำป่าหลาก จากภูเขาที่ราบสูงลงมา กระแสน้ำจะรวดเร็วมาก ควรสังเกตเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันบนภูเขาหลาย ๆ วัน ให้เตรียมตัวอพยพขนของไว้ที่สูง
ถ้าอยู่ริมน้ำให้เอาเรือหลบเข้าฝั่งไว้ในที่จะใช้งานได้ เมื่อเกิดน้ำท่วม เพื่อการคมนาคม ควรมีการวางแผนอพยพว่าจะไปอยู่ที่ใด พบกันที่ไหน อย่างไร
กระแสน้ำหลากจะทำลายวัสดุก่อสร้าง เส้นทางคมนาคม ต้นไม้ และพืชไร่ ต้องระวังกระแสน้ำพัดพาไป อย่าขับรถยนต์ฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก แม้บนถนนก็ตาม อย่าลงเล่นน้ำ อาจจะประสพอุบัติภัยอื่น ๆ อีกได้
หลังจากน้ำท่วม จะเกิดโรคระบาดในระบบทางเดินอาหารทั้งคนและสัตว์ ให้ระวังน้ำบริโภค โดยต้มให้เดือดเสียก่อน
ภัยพิบัติครั้งสำคัญในประเทศไทย
2526 - กรุงเทพมหานคร
2531 - ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช
2538 - กรุงเทพมหานคร
2543 - อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2544 - ตำบลน้ำก้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีผู้เสียชีวิต 147 คน
2544 - จังหวัดแพร่
2547 - เขตเทศบาลแม่ระมาด จังหวัดตาก
2548 - 8 จังหวัดภาคใต้
2548 - จังหวัดเชียงใหม่
2549 - 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
- เลิกเรียนปุ๊บ กลับบ้านปั๊บ !! โดยทั่วไปไฮสคูลจะเลิกกันช่วงบ่าย ประมาณบ่ายสองบ่ายสาม และเมื่อเลิกเรียนปุ๊บ ทุกคน ย้ำว่า ทุกคนจะออกจากโรงเรียนปั๊บ ไม่มีนักเรียนคนไหนอยู่ต่อ ประเภทที่นั่งชิลเรื่อยๆ นั่งทำการบ้าน นั่งเม้าท์ เล่นกีฬา อะไรแบบนี้ไม่มีเลยค่ะ เล่นเอาช็อกไปเหมือนกันว่าจะรีบกลับกันไปไหน เพราะโรงเรียนร้างเลยค่ะ ไม่มีใครเหลืออยู่เลย อันนี้แอบแปลกนะเนี่ย ถ้าเป็นเด็กไทยนี่ เลิกเรียน 3 โมง นั่งกันไปเห๊อะ นั่งชิลเรื่อยๆ จน 5-6 โมงเลยเนาะ ฮ่าๆ
- Detention !! คำนี้เป็นคำที่รู้กันดีในหมู่นักเรียนว่า ถ้าใครมาสายจะต้องโดน detention ซึ่งหมายถึงการกักขังอะไรทำนองนั้นค่ะ แต่ไม่ได้หมายถึงเอาไปขังในคุกนะคะ แต่จะเป็นการโดนกักตัวในห้องเล็กๆ ของเหล่าคนมาสาย ซึ่งจะต้องอยู่ในห้องนั้นกันประมาณ 1 ชั่วโมงถึงจะอนุญาตให้กลับเข้าห้องเรียนได้ (บางทีก็อาจโดนหลังเลิกเรียน ถึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้) จนมีคำฮิตติดปากว่า I got the detention again. (วันนี้ฉันโดนกักตัวอีกแล้ว) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่คนที่มาสายนะคะ แต่รวมถึงคนที่ทำผิดระเบียบ แต่งตัวไม่ถูกต้อง
- G' Day (อ่านว่า กู๊ดเดย์) เป็นคำทักทายของคนออสเตรเลีย ที่มักจะพูดติดปากไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน ใช้แทน Hello , Good morning , Good afternoon , Good evening .....เรียกได้ว่าถ้าไปออสเตรเลีย เรามักจะได้ยินคำว่า กู๊ดเดย์ มากกว่า เฮลโล่ ซะอีกหรือพวกเด็กเกเร ก็มักจะโดน detention กันบ่อยๆ
- ไม่ต้องจุ๊บ ! น้องๆ บางคนเคยเห็นตามซีรีส์ตะวันตกที่เวลาฝรั่งเจอกัน จะต้องเอาแก้มแนบแล้วจุ๊บ ดังนั้นพอไปถึงเมืองนอก เอาเลยค่ะ เลียนแบบซะเลย เตรียมตัวจุ๊บเต็มที่ 555 แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ ! ไม่ใช่ทุกที่นะคะที่ทำแบบนี้ เพราะที่ออสเตรเลียไม่นิยมจุ๊บค่ะ แค่ทักทายว่ากู๊ดเดย์ก็พอแล้วล่ะ เพราะฝรั่งบางคนนี่ออกจะถือตัวด้วยซ้ำ ไปจุ๊บสุ่มสี่สุ่มห้า อาจโดนเหวี่ยงได้โดยไม่รู้ตัว แถมบางคนยังถือด้วยซ้ำว่าแกมาจุ๊บฉันทำไมเนี่ย 555+
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
10 อันดับ เมืองที่สว่างไสวที่สุดในโลก
วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553
โรคชิคุนกุนยา คืดโรคปวดข้อที่มียุงลายเป็นพาหะ
อาการนำของโรคชิคุนกุนยาจะคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ความรุนแรงของโรคชิคุนกุนยาจะน้อยกว่าโรคไข้เลือดออก ยังไม่พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาที่มีอาการรุนแรงจนถึงขั้นช็อคหมดสติ ข้อแตกต่างระหว่างโรคชิคุนกุนยาและโรคไข้เลือดออกนอกจากจะแตกต่างกันในเรื่องระดับความรุนแรงของโรคแล้ว โรคไข้เลือดออกมักจะเกิดกับเด็กหรือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีลงมาแต่โรคชิคุนกุนยาเกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ส่วนที่เหมือนกันของโรคชิคุนกุนยากับโรคไข้เลือดออกคือมียุงลายเป็นพาหะนำโรคเหมือนกัน
อาการปวดข้อจากโรคชิคุนกุนยา ทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมานมาก อาการปวดข้อจะหายไปไประยะเวลา 1-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อซ้ำอีกภายใน 2-3 สัปดาห์และผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้ออยู่นานนับเดือนหรือเป็นปี ระยะฟักตัวของโรคชิคุนกุนยาใช้เวลาประมาณ 1-12 วัน แต่ส่วนมากจะเป็น 2-3 วัน ระยะที่มีไข้สูงประมาณวันที่ 2-4 เป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างฉับพลันและอาจมีอาการร่วมอย่างอื่นเช่น ปวดกล้ามเนื้อ ผื่นแดงขึ้นตามตัว ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกระดูก ปวดข้อ
โรคชิคุนกุนยา ยังไม่มียาหรือวัคซีนรักษาโดยตรง ต้องรักษาตามอาการคือถ้ามีอาการไข้สูง อาการปวดข้อก็ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวดและให้ผู้ป่วยนอนพักผ่อนให้เพียงพอก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นโรคชิคุนกุนยาโดยการทำลายการแพร่พันธุ์ของตัวพาหะนำโรคคือยุงลาย หมั่นตรวจรอบๆบริเวณบ้านอย่าให้มีน้ำขังที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ภาชนะเก็บน้ำควรมีฝาปิดให้มิดชิด ควรนอนในมุ้งเพื่อป้องกันยุงกัดหรือถ้าออกไปทำงานในสวน นอกบ้านก็ให้ทายากันยุงขณะทำงาน กันไว้ดีกว่าแก้...แน่นอนที่สุด.
ประโยชน์ของมะละกอ

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
Bière

La bière est une boisson alcoolisée obtenue par fermentation, fabriquée à partir d’eau, de malt (céréale germée, très généralement de l'orge, parfois du froment ou du seigle) et de houblon.
Remontant à l’Antiquité (la fabrication de bière est attestée à Sumer au IVe millénaire av. J.-C.), elle est l'une des boissons les plus populaires à travers le monde.
Des versions faiblement alcoolisées (variant de 2° à 0°) sont présentes sur le marché. Contrairement aux autres boissons « sans alcool », elles sont fabriquées par les mêmes procédés que la bière classique. La fabrication de la bière est réalisée industriellement ou artisanalement dans une brasserie mais est réalisable par le particulier.
Histoire

L'histoire de la bière est intimement liée à celle de ses ingrédients, ainsi qu'aux avancées technologiques qui firent de cette boisson le breuvage que l'on connaît aujourd'hui. Les premières cultures de céréales, notamment de l'orge et de l'épeautre (une variété de blé), ont été attestées en 8000 avant J.-C. en Mésopotamie. Tous les ingrédients étant disponibles à partir de cette époque là, la bière pouvait donc exister et l'on estime son invention/découverte à 6000 avant J.-C.. Cependant, les preuves formelles de son existence, découvertes dans la province de Sumer, remontent au IVe millénaire av. J.-C. À cette époque, la bière, alors appelée « sikaru[1]» (dont la traduction littérale est pain liquide) était à la base de l'alimentation quotidienne. On la fabriquait par cuisson de galettes à base d'épeautre et d'orge que l'on mettait à tremper dans de l'eau, afin de déclencher la fermentation nécessaire à la production d'alcool, et que l'on assaisonnait avec de la cannelle, du miel ou toutes autres épices en fonction des préférences des clients. La bière, connue des peuples de Chaldée (maintenant Irak, Koweït) et d'Assyrie (Syrie,Liban,Israël), devenue monnaie d'échange, commença sa dissémination.
Consommée en famille et utilisée comme moyen de paiement à Babylone, puis boisson des dieux en Égypte, la bière devint dans la Grèce antique et dans l’Empire romain celle du pauvre, et le vin celle des dieux. Elle resta cependant la boisson de choix des peuples du nord, celtes et germains. La préférence pour le vin se confirma dans l’Europe chrétienne au début du Moyen Âge, notamment grâce au concile d’Aix-la-Chapelle de 816 qui encouragea les viticultures épiscopales et monastiques dans le but de célébrer l’eucharistie. Il fallut attendre le VIIIe siècle pour voir le brassage de la bière y reprendre de l’importance, en particulier en Bavière. Par la suite, aux environs du XIIe siècle, certains monastères (par exemple en Belgique et en Bavière) se spécialisèrent dans le brassage de la bière, bue par la population à la place d’une eau souvent non potable.
Aujourd’hui, la bière jouit d’un succès mondial en tant que boisson désaltérante et de dégustation. Ce succès remonte au XIXe siècle où la maîtrise de la fermentation basse grâce à la réfrigération et la pasteurisation permirent la production de nouvelles variétés de bière ainsi que leur exportation. Par exemple la pils, bière lager née à Plzeň en Bohême (République tchèque) en 1842, a très rapidement connu un succès international.
วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การปฏิวัติฝรั่งเศส

1.สาเหตุที่ฝังรากลึก
สาเหตุที่ฝังรากลึก หรือ Les causes profondes ได้แก่ สภาพทางสังคม, การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย, และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
2.สาเหตุจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบรวดเร็ว
Les états généraux
หลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกกดดันจากกองทัพ พระองค์ก็ทรงเรียกร้องให้ตัวแทนจาก 2 ฐานันดรแรกเข้าร่วมประชุมสภา Assemblée Nationale ด้วยเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดสภาใหม่ในวันที่ 9 กรกฎาคมคือ Assemblée Nationale Constituante เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ
สภา Assemblée Nationale ได้ประกาศว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน และล้มเลิกสิทธิการงดเว้นภาษีของคณะสงฆ์ รวมทั้งให้ทุกคนมีโอกาสในการประกอบอาชีพทุกอย่างเท่าเทียมกัน ภายหลังจากการลงมติของสภาฯ ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คือวันที่ 3-4 สิงหาคม 2332 ซึ่งได้รับมติสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากสมาชิกสภา
หรือ La déclaration des droits de l'homme et du citoyen
เป็นคำประกาศที่ปูทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปรัชญารู้แจ้ง (Enlightened) ซึ่งเป็นปรัชญาที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น และคำประกาศนี้ได้แบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ คำประกาศนี้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2332 มีเนื้อหาหลักแสดงถึงหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญที่ว่า "เสรีภาพ,เสมอภาค,ภราดรภาพ"
ในขณะนั้นมีข่าวลือในหมู่ประชาชนว่าจะมีการยึดอำนาจคืนของฝ่ายนิยมระบอบเก่าเมื่อชาวปารีสรู้ข่าวก็มีการตื่นตัวกันขนานใหญ่ ดังนั้นประชาชนชาวปารีสซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง ได้เดินขบวนไปยังพระราชวังแวร์ซายส์และเชิญพระเจ้าหลุยส์พร้อมทั้งราชวงศ์มาประทับในกรุงปารีส ในวันที่ 5-6 ตุลาคม ปีเดียวกัน โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่อนุรักษ์นิยมตามเสด็จกลับกรุงปารีสด้วย
สำหรับสภา Assemblée Nationale ในขณะนั้นประกอบด้วยสมาชิกที่หัวก้าวหน้าเป็นส่วนมาก แต่มีภารกิจสำคัญอันดับแรกของสภาคือการดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ ดังนั้นจึงยังไม่มีการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในขณะนั้น
การปฏิรูปครั้งใหญ่
- ตำแหน่งต่าง ๆ ในราชการไม่สามารถตกทอดไปยังลูกหลาน
- จังหวัดต่าง ๆ ถูกยุบ, ประเทศถูกแบ่งเป็น 83 เขต (départements)
- ศาลประชาชนถูกก่อตั้งขึ้น
- มีการปฏิรูปกฎหมายของฝรั่งเศส
- การเวนคืนที่ธรณีสงฆ์ แล้วนำมาค้ำประกันพันธบัตร ที่ออกเพื่อระดมทุนจากประชาชน มาแก้ไขปัญหาหนี้ของประเทศ
นอกจากที่ธรณีสงฆ์จะถูกเวนคืนแล้ว การปกครองของคณะสงฆ์ในประเทศฝรั่งเศสก็ยังถูกเปลี่ยนแปลง ตามกฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ที่ออกเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2333 โดยใช้การปกครองประเทศเป็นแม่แบบ คือกำหนดจำนวนสังฆราช (évêque) ไว้เขต (département) ละ 1 ท่าน และให้เมืองใหญ่แต่ละเมืองมีอัครสังฆราช (archévêque) 1 ท่าน โดยสังฆราชและอัครสังฆราชแต่ละท่านจะถูกเลือกโดยสมัชชาแห่งชาติ และได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล นอกจากนี้ ผู้ที่จะมาเป็นพระสงฆ์ในทุกระดับจะต้องสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อประเทศอีกด้วย
มีข่าวลือสะพัดอย่างหนาหูว่า พระนางมารี อองตัวเนตนั้น ได้แอบติดต่อกับพี่ชายของพระองค์ คือจักรพรรดิลีโอโปลด์ที่ 2 แห่งออสเตรีย เพื่อที่จะให้จักรพรรดิยกทัพมาโจมตีฝรั่งเศสและคืนอำนาจให้ราชวงศ์ พระเจ้าหลุยส์นั้นไม่ได้พยายามหนีออกนอกประเทศหรือรับความช่วยเหลือ แต่จะทรงหนีไปตั้งมั่นอยู่กับนายพลบุยเล่ ที่จงรักภักดีและสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่พระองค์ พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังตุยเยอรีในตอนกลางคืนของวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2334 แต่ทรงถูกจับได้ที่เมืองวาแรน ในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2334 ส่งผลให้ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อพระองค์นั้นลดลงอย่างมาก พระองค์ถูกนำตัวกลับมากักบริเวณในกรุงปารีส
แม้ว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสภาฯ จะนิยมระบอบประชาธิปไตยโดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ มากกว่าระบอบสาธารณรัฐก็ตาม แต่ ณ ขณะนั้น พระเจ้าหลุยส์ก็ไม่ได้มีบทบาทมากไปกว่าหุ่นเชิด พระองค์ถูกบังคับให้ปฏิญาณตนต่อรัฐธรรมนูญ และให้ยอมรับเงื่อนไขที่ว่า เมื่อพระองค์กระทำการใดๆที่จะชักนำให้กองทัพต่างชาติมาโจมตีฝรั่งเศส หรือ กระทำสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าพระองค์สละราชสมบัติโดยอัตโนมัติ
ขณะเดียวกันนั้น ฌอง ปิแอร์ บริสโซต์ ได้ร่างประกาศโจมตีพระเจ้าหลุยส์ มีสาระสำคัญว่า พระเจ้าหลุยส์ทรงสละราชสมบัติไปตั้งแต่พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังทุยเลอรีส์แล้ว ฝูงชนจำนวนมากพยายามเข้ามาใน ชอง เดอ มาร์ส เพื่อลงนามในใบประกาศนั้น ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น สภาร่างรัฐธรรมนูญได้ขอร้องให้เทศบาลกรุงปารีสช่วยรักษาความสงบ แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุด กองทหารองครักษ์ ภายใต้การบัญชาการของลาฟาแยตต์ ก็ได้เข้ามารักษาความสงบ ฝูงชนได้ปาก้อนหินใส่องครักษ์ ในช่วงแรก องครักษ์โต้ตอบด้วยการยิงขึ้นฟ้า แต่ไม่สำเร็จ จึงจำต้องยิงปืนใส่ฝูงชน ทำให้ประชาชนตายไปประมาณ 50 คน
หลังจากการสังหารหมู่ครั้งนี้ ทางการก็ได้ดำเนินการปราบปรามพวกสมาคมนิยมสาธารณรัฐต่างๆ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ของพวกนี้อีกด้วย หนังสือพิมพ์เพื่อนประชาชน (l'ami du peuple) ของมาราต์ บุคคลที่มีแนวคิดแบบนี้เช่น มาราต์และเดสมูแลงต่างพากันหลบซ่อน ส่วนดังตงหนีไปอังกฤษ
ขณะที่ภายในฝรั่งเศสกำลังวุ่นวาย เหล่าราชวงศ์ของยุโรป โดยมีแกนนำคือกษัตริย์แห่งปรัสเซีย จักรพรรดิออสเตรีย และพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ ก็ได้ร่วมมือกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือให้พระเจ้าหลุยส์มีอิสรภาพสมบูรณ์และให้ยุบสภา Assemblée Nationale หากสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ก็จะโจมตีฝรั่งเศสเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย แต่ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่สนใจต่อคำประกาศดังกล่าว และเตรียมการต่อต้านอย่างแข็งขัน โดยส่งกำลังทหารไปยังชายแดน









