วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

BURAPHA UNIVERSITY

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ พัฒนามาจากคณะวิชามนุษยธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์ วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสน จังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2498 เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกในภูมิภาคของประเทศไทย สังกัดกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ (กศ.บ.) วิชาเอกสังคมศึกษา ภูมิศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และศิลปศึกษา ต่อมาใน พ.ศ. 2517 วิทยาลัยวิชาการศึกษาได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะวิชามนุษยธรรมศึกษาและสังคมศาสตร์ จึงแยกออกจากกันเป็น 2 คณะ คือ คณะมนุษยศาสตร์และคณะสังคมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน

ใน พ.ศ. 2533 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ได้ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศโดยสมบูรณ์ชื่อมหาวิทยาลัยบูรพา คณะมนุษยศาสตร์และคณะสังคมศาสตร์ได้รวมเป็นคณะเดียวกันชื่อ "คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์" ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2533
อนึ่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ภาควิชาศิลปะและวัฒนธรรม และภาควิชาดุริยางคศาสตร์ ได้เสนอโครงการจัดตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ผ่านทบวงมหาวิทยาลัย และในที่สุดคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ให้จัดตั้งคณะศิลปกรรมศาสตร์ได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2538 ภาควิชาทั้งสองจึงแยกไปสังกัดในคณะศิลปกรรมศาสตร์

การดำเนินงานของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในระยะเริ่มแรกใช้ "ตึกสังคมศาสตร์" ซึ่งเป็นอาคารเก่าตั้งแต่สมัยเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา เป็นที่ตั้งสำนักงานเลขานุการคณะและสำนักงานฝ่ายบริหาร รวมทั้งสำนักงานของภาควิชาทางด้านสังคมศาสตร์เดิมทั้งหมด ส่วนสำนักงานของภาควิชาทางมนุษยศาสตร์ใช้อาคารเดิมคือ "ตึกมนุษยศาสตร์" ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2535 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารใหม่ให้เป็นที่ทำการของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์และเป็นอาคารเรียนรวมด้วย ในวงเงินงบประมาณ 195 ล้านบาท โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณผูกพันในการก่อสร้างเป็นเวลา 4 ปี การก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2537 หน่วยงานในสังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ทั้งหมดจึงได้ย้ายมาอยู่ที่อาคารใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 เป็นต้นมา ในปีเดียวกันนี้เป็นวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษา มหาวิทยาลัยจึงขอพระราชทานนามอาคารเพื่อเป็นสิริมงคล และได้รับพระราชทานนามว่า "60 พรรษามหาราชินี" (อาคาร 2) นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2538 นับเป็นสิริมงคลยิ่งแก่อาจารย์ ข้าราชการ และนิสิตของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 อันดับ ผักผลไม้ยอดฮิต ที่มีสารปนเปื้อน

ข้อมูล จาก The Environmental Working Group (EWG) หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในอเมริกา ที่ใช้เวลากว่าทศวรรษในการเก็บข้อมูลผักและผลไม้ยอดฮิตซึ่งมีอัตราการปนเปื้อนสารเคมีสูงสุด ได้ผลดังนี้


1. แอปเปิ้ล



2. บลูเบอร์รี่




3. เซเลอรี่


4. องุ่น


5. เนกทารีน


6. ลูกพีช


7. สตรอเบอร์รี่


8. พริกหยวก


9. มันฝรั่ง


10. ผักโขม

จะเห็นได้ว่าผักและผลไม้ทั้งสิบมีลักษณะเด่นคือ ถ้าไม่กินสดทั้งเปลือกก็มีเปลือกบาง จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ดูดซับสารเคมีได้มากจนติดท็อปเท็นนั่นเอง

ผัก และผลไม้ทั้งสิบ เป็นสิ่งที่พบได้ในมื้ออาหารแทบจะทุกวัน ต่างมีรสชาติอร่อยและคุณประโยชน์มากโข จะเลิกกินก็หาใช่ทางออกที่ถูกต้อง เมื่อรู้ดังนี้แล้ว สิ่งที่ควรระลึกเสมอคือ ควรล้างให้สะอาดก่อนกินเสมอ หรืออีกทางหนึ่งคือเลือกซื้อผักผลไม้ออร์แกนิกส์ จะช่วยลดความเสี่ยงสารพิษตกค้างได้เยอะเลย

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 อันดับ สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปประเทศกรีซ

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์ได้ประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าส่งออกของไทย 10 อันดับแรกจากสำนักงานสถิติแห่งชาติกรีซ พบว่า มูลค่าสินค้าส่งออกดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกรายการ และถือเป็นครั้งแรกที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลติดอันดับ 1 ใน 10 ของสินค้าส่งออกของไทยไปกรีซในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปกรีซ 10 อันดับแรกประกอบด้วย

1) รถบรรทุก 101 ล้านยูโร
2) เครื่องปรับอากาศ 40 ล้านยูโร
3) รถจักรยานยนต์และอะไหล่ 21 ล้านยูโร
4) รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 19 ล้านยูโร
5) ตู้เย็น/ตู้แช่แข็ง 10 ล้านยูโร
6) เครื่องประดับทอง-เงิน 9 ล้านยูโร
7) เม็ดพลาสติก 6 ล้านยูโร
8) ปลากระป๋อง 6 ล้านยูโร
9) แผ่นเหล็ก/เหล็กกล้ารีด 4 ล้านยูโร
10) ยางนอกชนิดอัดลม 3 ล้านยูโร

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

Migraine



Migraines are severe headaches that may be accompanied by nausea, vomiting and sensitivity to light and sound.

The U.S. National Women's Health Information Center offers these suggestions for what to do as soon as migraine symptoms begin:

1. Promptly take migraine medication that your doctor has prescribed.

2. Drink plenty of fluids, as long as you don't feel nauseated.

3. Lie down and relax in a room that's quiet and dark.

4. Drape a cool cloth across your forehead.

5. Gently massage the area of your head that's painful.

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

15 นาที เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า



คุณสาวๆ ทราบมั้ยคะว่า การออกกำลังกายวันละ 15 นาที สามารถช่วยทำให้อายุของคนเรายาวนานเพิ่มขึ้นถึง 3 ปี แต่ถ้าหากว่าคุณสาวๆ มีเวลาเร่งรีบอยู่ตลอด อาจใช้วิธีลัดวิธีอื่นได้ค่ะ

วิธีลับสมอง ด้วยการทำโยคะแบบง่ายๆ เริ่มจากการยืนบนขาเพียงขาเดียว แล้วยกแขนอีกข้างกับขาขึ้นเหนือศรีษะ พร้อมกับหลับตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักจิตวิทยาแห่งสถาบันประสาทที่ Trinity Collage ในเมืองดับลินพบว่า คนเราสามารถลดอาการขี้หลงขี้ลืมด้วยการออกกำลังกาย และหมั่นลับสมองบ่อยๆ

กินปลามากขึ้น ใครๆ ก็รู้ดีว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลและปลาน้ำลึก เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสมอง สุขภาพหัวใจ และระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ การกินปลาหลายครั้งใน 1 สัปดาห์ ยังช่วยลดการเสี่ยงของโรคเครียดและช่วยป้องกันจอประสาทนัยน์ตาเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น อันเป็นสาเหตุของการสุญเสียการมองเห็นได้ แต่ถ้าคุณไม่ชอบกินปลา ลองอาหารเสริมที่มีส่วมผสมของ EPA/DHA วันละ 450-500 มก.

อาบแดดบ้าง ออกไปรับแสงแดดวันละ 15 นาที จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี เพื่อให้กระดูก ระบบไหลเวียนโลหิต การทำงานของเซลล์ และกล้ามเนื้อดีขึ้น แต่ถ้าคุณไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกแดด ลองใช้อาหารเสริม Vitabiotics Ultra-D3 (ภายใน 1 เม็ด บรรจุวิตามิน D3 25 mcg./1000 IU)

ข้าวโอ๊ตต้ม ข้าวโอ๊ตต้มจะช่วยลดคอลเลสเตอรอล และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ทำให้อิ่มท้องและเป็นอาหารที่เหมาะมากสำหับฤดูหนาว ควรเลือกข้าวโอ๊ตแบบดั้งเดิม อย่าใช้ชนิดปรุงสำเร็จ เพราะมีการเติมน้ำตาลลงไป

ดื่มน้ำมะเขือเทศ ในน้ำมะเขือเทศอุดมไปด้วยสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนต์อย่างดี และยังมีกรดน้อยกว่า น้ำผลไม้ทั่วไป ที่อาจทำลายฟันของคุณได้

ตรวจชีพจรตัวเอง วิธีการตรวจชีพจรตัวเองแบบง่ายๆ แค่ทาบนิ้วชี้หรือนิ้วโป้ง พร้อมกับนิ้วกลางที่ด้านในของข้อมือ กดเบาๆ นับไป 60 วินาที หรือนับ 30 วินาที แล้ว คุณด้วย 2 อัตราการเต้นของหัวใจของคนทั่วไปอยู่ระหว่าง 60-100 ครั้ง ต่อนาที ยิ่งร่างกายคุณแข็งแรงมากเท่าไหร่ อัตรการเต้นของหัวใจจะยิ่งน้อยลง

ยืดเส้นยืดสาย “หลังของคนเราถูกสร้างมาเพื่อ เคลื่อนไหวได้ 6 ทิศทาง” แกรี่ เทรนเนอร์ นักกายภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านฝั่งเข็มจากลอนดอนกล่าว “การเคลื่อนไปด้านหน้า หลัง หมุนซ้าย หมุนขวา เอนไปทางซ้าย และเอนไปทางขวา วิธีป้องกันอาการปวดหลังก็คือ ยืดเส้นยืดสาย ไปทั้ง 6 ทิศ อย่างน้อยวันละครั้ง

เป็นยังไงกันบ้างคะ วิธีง่ายๆ ที่จะสามารถช่วยทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นได้ แถมยังช่วยทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัยได้อีกด้วยนะคะ ลองนำไปทำตามกันดูนะคะ

ชาเขียว พร้อมดื่ม อันตรายใกล้ตัว


สาวๆหลายคน คงมี เครื่องดื่ม ที่โปรดปรานกันอยู่ใช่มั้ยคะ แล้วเครื่องดื่มแบบไหนกันบ้างเอ่ย ที่คุณสาวๆ เลือกหยิบขึ้นมาดื่มบ่อยมากที่สุด อย่าเพิ่งรีบร้อนค่ะ วางเครื่องดื่มสุดโปรดของคุณลงก่อน แล้วมาดูผลการสำรวจปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปกันก่อนค่ะ แล้วคุณอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะคะ

มีผลการสำรวจจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ได้ทำการศึกษาและพบว่า น้ำอัดลม ของหวานโปรดปรานของใครหลายๆ คนนั้น มีปริมาณน้ำตาลโดยเฉลี่ย 13 ช้อนชาต่อ 1 ขวด ยังค่ะยังไม่หมดเพียงแค่น้ำอัดลม เพราะในเครื่องดื่ม ชาเขียวพร้อมดื่ม จำพวกผสมน้ำผึ้ง ก็มีปริมาณน้ำตาลไม่น้อยเลยนะคะ 1 ขวดเฉลี่ยแล้ว 13.75 ช้อนชามากกว่าเครื่องดื่มน้ำอัดลมอีกนะคะเนี่ย ส่วน ชาเขียวพร้อมดื่ม ที่ผสมน้ำตาลจะมีน้ำตาล โดยเฉลี่ย 15.6 ช้อนชา นี่อาจจะเป็นเครื่องดื่มที่ใครหลายๆ คน เลือกดื่มเพื่อดับกระหายกัน

แต่คุณสาวๆ ทราบมั้ยคะว่า ร่างกายของคนเรา ไม่สามารถเผาผลาญปริมาณน้ำตาลได้หมดในทีเดียว เพราะร่างกายของเรา จะเผาผลาญน้ำตาลในร่างกาย เพียงแค่ 6 ช้อนชา ต่อวันเท่านั้นค่ะ

รู้แบบนี้แล้ว ก่อนที่คุณจะเลือกหยิบเครื่องดื่มมาบริโภค ก็ควรใส่ใจสุขภาพ ด้วยการพลิกดูฉลากสินค้า หรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีน และน้ำตาลเกินมาตรฐานค่ะ หรือเลือกดื่ม ชาเขียว หรือเครื่องดื่มที่ชงสดๆ ใหม่ๆ ไม่ผสมคาเฟอีนหรือน้ำตาล ในปริมาณที่มากเกินไปจะดีกว่าค่ะ ดูแลร่างกายให้สดชื่นได้ แบบไม่ต้องเสียสุขภาพกันดีกว่านะคะ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

Fraise (fruit)



Histoire
Des fraises des bois.En Europe et en Amérique du Nord, les fruits de l’espèce Fragaria vesca, le fraisier des bois, sont de petite taille. Connus depuis l'Antiquité, les Romains les utilisaient dans leurs produits cosmétiques en raison de leur odeur agréable. Mais les fraises poussent également le long des côtes américaines donnant sur l'Océan Pacifique, d'Alaska au Chili.

Chili, terre des fraises à gros fruits.La fraise est un fruit très répandu dans le monde.

La fraise actuelle, telle que nous la connaissons est le résultat de croisements de fraises sauvages des Amériques. En 1714, l’officier du Génie maritime Amédée-François Frézier revient d’une mission d’espionnage des ports espagnols au Chili et au Pérou pour le Roi soleil. Botaniste à ses heures, il a repéré des fraisiers à gros fruits que l’on cultive au Chili, dits Blanches du Chili (Fragaria chiloensis). Frézier réussit à en rapporter 5 plants stériles qu’il confie à Antoine de Jussieu pour le Jardin royal.

Quelques plantations sont envoyées en Bretagne au jardin botanique de Brest et trouvent dans ce climat océanique, proche de celui de leur biotope d’origine, un milieu favorable à leur culture. En 1740, le botaniste Antoine Nicolas Duchesne observe que de beaux fruits sont obtenus lorsqu'un fraisier du Chili est cultivé près d'un fraisier de Virginie (Fragaria virginiana). Ce croisement spontané, qui se produit notamment en Bretagne, en Angleterre et aux Pays-Bas, est à l'origine d'un nouvel hybride qui associe la saveur de Fragaria virginiana et la grosseur du fruit de Fragaria chiloensis et qui possède un parfum d'ananas à l'origine de son nom botanique : Fragaria × ananassa Duch, espèce octoploïde au génome de 2n = 8x = 56. C'est de cet hybride que provient l’essentiel des variétés de fraises à gros « fruits » que l’on cultive désormais.

En 1740, la ville de Plougastel (limitrophe de Brest), déjà productrice de fraisier des bois, devient le premier lieu de production de cette nouvelle espèce dite « fraise de Plougastel. » La culture de la fraise devient la spécialité de la commune, qui produira près du quart de la production française de fraises au début du XXe siècle. Plougastel héberge depuis 1997, le « Musée de la Fraise et du Patrimoine. »

Une autre variété légèrement plus petite sera développée dans le Sud de la France à partir de croisement avec des fraisiers nains méditerranéens, moins exigeants en eau, la « gariguette », variété de fraise la plus vendue en France et issue de travaux de l'Inra. Cette dernière, dont le fruit est de forme plus allongée (et davantage coloré à maturité), a cependant le défaut d’une moins bonne conservation. Mais sa saveur, plus proche de la fraise des bois, et connue des Provençaux, est souvent considérée comme plus "authentique" que celle de la fraise commune. Hors du sud de la France, cette variété de fraise pose problème, car du fait du transport elle arrive aux étalages soit très chère, soit abimée, soit enfin elle est récoltée avant sa pleine maturité pour en faciliter le transport, ce qui ne laisse pas le temps au fruit de développer sur pied ses saveurs spécifiques.

Vers 1940, la Californie devient premier producteur mondial de fraises.

En Belgique, la région de Wépion connaît un essor semblable dès la moitié du XXe siècle. L’activité se développera surtout dans l’entre-deux-guerres et atteindra son apogée dans les années 1950-1960. Leur réputation est telle que les fraises de Wépion sont commercialisées aux Halles de Paris et ensuite sur le marché de Rungis qui leur succédera. Au début des années 1970, l’activité décline et ce n'est qu’à la fin des années 1990 qu’elle gagne en regain.

Le secteur se professionnalise et la Criée de Wépion devient la plateforme de commercialisation d’un fruit cueilli à maturité, vendu via des circuits courts. Wépion héberge également un musée de la Fraise de Wépion

นักเรียนเหยียบกันตาย หลังแย่งกันสมัครเรียนในมหาวิทยาลัย


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเหยียบกันตายขึ้นในนครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ หลังนักเรียนแย่งกันเข้าไปลงทะเบียนเพื่อเข้าสอบเรียนต่อ ทำให้เกิดชุลมุนเหยียบกันขึ้น มีผู้เสียชีวิต 1 คนบาดเจ็บ 20 คน อาการสาหัส 2 คน

โดยรายงานข่าวระบุว่า นักเรียนกว่า 5,000 คน ต่างมาเข้าแถวรอสมัครเรียนบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยโยฮันเนสเบิร์ก ตั้งแต่ประตูยังไม่เปิด เมื่อมีผู้มายืนรอมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เริ่มชุลมุนวุ่นวาย จนบางคนถูกเบียดติดกับประตู

และเมื่อทันทีที่ประตูมหาวิทยาลัยเปิด บรรดานักเรียนต่างเบียดเสียดกันเข้าประตูมหาวิทยาลัยที่เปิดช่องเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดชุลมุนเหยียบกันขึ้น โดยเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เนื่องจากยืนเกาะรั้วอยู่และถูกผู้คนนับพันเบียดอัดเข้าประตูรั้วเหล็ก และถูกเหยียบจนเสียชีวิตคาที่

ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัย ได้เปิดให้ลงทะเบียนมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว แต่เด็กนักเรียนยากจนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ต จึงไม่สามารถลงทะเบียนแบบออนไลน์ได้

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Mère Teresa


Mère Teresa, de son nom patronymique Anjezë Gonxhe Bojaxhiu ([aɲɛzə gonˈʤe bɔˈjaʤi:u]), née en 1910 à Uskub, Empire ottoman (actuellement Skopje, Macédoine), et morte le 5 septembre 1997 à Calcutta, Inde, est une religieuse catholique albanaise, de nationalité indienne, surtout connue pour son action personnelle caritative et la fondation d'une congrégation de religieuses, les Missionnaires de la Charité qui l'accompagnent et suivent son exemple.

En 1949 elle s'engage auprès des plus pauvres, et fonde sa congrégation en 1950 ; son œuvre auprès des plus démunis commence par l'éducation des enfants des rues et l'ouverture du mouroir de Kalighat (Nirmal Hriday) à Calcutta. Pendant plus de 40 ans, elle consacre sa vie aux pauvres, aux malades, aux laissés pour compte et aux mourants, d'abord en Inde puis dans d'autres pays, et elle guide le développement des Missionnaires de la Charité. Au moment de sa mort, ceux-ci s'occupent de 610 missions, dans 123 pays, incluant des soupes populaires, des centres d'aide familiale, des orphelinats, des écoles, des hospices et des maisons d'accueil pour les personnes atteintes de maladies comme la lèpre, le sida ou la tuberculose.

Perçue comme un modèle de bonté et d'altruisme, elle est régulièrement évoquée dans la presse indienne et occidentale pendant la deuxième moitié du XXe siècle.

Mère Teresa est béatifiée le 19 octobre 2003, à Rome par le pape Jean-Paul II.

ใช้คอมฯ นานเสี่ยง โรคซีวีเอส

ปัจจุบันไม่ว่าจะทำงานอะไร อาชีพอะไร ส่วนใหญ่ล้วนแต่ต้องเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์แทบทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป้นเครื่องมือที่เอื้ออำนวยความสะดวกได้หลากหลาย จนบางคนแทบจะขาดไม่ได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า!! บนความสะดวกสบายนี้สามารถ “ทำลาย” สุขภาพคุณโดยไม่รู้ตัว หากใช้มันอย่างผิดวิธีหรือใช้นานจนเกินไป...

ไม่ต้องสงสัย?? ...เพราะหลายคนอาจกำลังมีอาการ ปวดที่กระดูกข้อมือ กล้ามเนื้อ ตามต้นคอ หัวไหล่ สะบักรวมถึงหลัง หรือมักมีอาการปวดตา แสบตา ตามัว หากใช้สายตาจ้องหน้าจอนาน ๆ และบ่อยครั้งที่จะมีอาการปวดหัว ซึ่งนั่นแสดงว่าคุณกำลังเป็น “โรคซีวีเอส” หรือ “คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” โดยบริเวณที่เกิดอาการอาจคลำพบกล้ามเนื้อแข็งตึงและอาจมีจุดกดเจ็บ ทำให้เมื่อเคลื่อนไหวแล้วอาจพบอาการเจ็บปวดมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ของแต่ละคนด้วย

ซึ่งสาเหตุของโรคนี้มาจาก การติดตั้ง จัดวาง คีย์บอร์ด จอมอนิเตอร์ เม้าส์ และเก้าอี้ ตลอดจนการปรับระดับแสงที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เราเกิดอาการอย่างที่กล่าวมานี้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องปรับสภาพแวดล้อมในโต๊ะทำงานใหม่ให้เหมาะสมกับร่างกายของเรา ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดหรือความเมื่อยล้าจากการทำงานลงได้ สามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจาก...

คีย์บอร์ด หลายคนคงไม่คิดว่า แค่คีย์บอร์ดจะทำให้เจ็บป่วยอะไรได้มากมาย แต่หากคุณใช้ไม่ถูกวิธีล่ะก็...จะส่งผลให้คุณมีอาการปวดไหล่ และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ ระยะยาว อาจจะทำให้คุณเกิดปัญหาปวดข้อมือเรื้อรังได้ บางคนอาจเป็นถึงขั้นนิ้วล๊อก ต้องทำการผ่าตัดกันเลยทีเดียว บางคนอาจจะเห็นว่ามันจะไม่สำคัญ หรืออาจจะไม่รู้สึกเจ็บป่วย แต่ก็ควรเรียนรู้เกี่ยวกับ วิธีการป้องกันเอาไว้ล่วงหน้า

การวางคีย์บอร์ดที่ถูกต้องนั้น แขนต้องอยู่ในมุมตั้งฉาก ไม่สูงเกินไป หรือไม่ต่ำจนเกินไป ไหล่ไม่ห่อ ถ้าคุณเป็นคนไหล่กว้างขอแนะนำให้คุณใช้คีย์บอร์ดแบบแยก เพราะมันจะให้คุณทำงานได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ปล่อยให้ข้อมืออยู่เป็นธรรมชาติอย่างอขึ้นหรืองอลง ส่วนลำตัวให้อยู่บริเวณส่วนกลางของคีย์บอร์ดอย่าเอียงไปทางซ้ายหรือขวามากเกินไป..

จอคอมพิวเตอร์ก็เช่นกันอาจทำให้คุณปวดข้อ ปวดไหล่ หรือเกิดอาการแสบตาได้ ซึ่งการวางจอในลักษณะที่ถูกต้องนั้นควรเริ่มจากตั้งจอให้อยู่ตรงกลาง ด้านบนของจอมอนิเตอร์อยู่ในระดับสายตาของคุณ ปรับหน้าจอให้แหงนขึ้นเล็กน้อย เพราะจะทำให้คุณไม่เมื่อยคอในการเอียงคอดูจอ อย่าให้มีแสงสะท้อนบนหน้าจอ พยายามนั่งห่างจากจอประมาณ 1 ช่วงแขน หากคุณมีจอใหญ่กว่า 20 นิ้ว ก็ควรถอยห่างออกไปอีก ก็จะเป็นการดีและเป็นการถนอมสายตาด้วย และที่สำคัญควรพักเบรกสายตาเป็นพักๆ หากต้องอยู่กับคอมนานๆ

เม้าส์ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คุณมีอาการเจ็บป่วย เพราะการทำอะไรซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือมีการเกร็งอวัยวะใดซ้ำๆ กัน ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่โพรงกระดูกข้อมือได้ ขณะที่เคลื่อนไหวข้อมือ ขนาดของโพรงกระดูกข้อมือก็มีการเปลี่ยนแปลง สร้างความกดดันให้กับเส้นประสาทตรงกลาง ถ้าคุณทำงานตลอดวัน โดยที่ข้อมืองอและกดทับบนโต๊ะ ก็สามารถทำให้เส้นเอ็น หรือเส้นประสาทที่ข้อมือเกิดอาการปวดได้ ในระยะยาวอาจทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งนำไปสู่การปวด ชา และปวดรุนแรงที่นิ้วมือได้ ซึ่งวิธีที่จะทำให้ลดอัตราการเกิดอาการเหล่านั้นได้ ไม่ต่างจากคีย์บอร์ดมากนัก ที่สำคัญควรหาวัสดุนิ่มๆ มารองเพื่อลดแรงเสียดสีและกดทับเส้นประสาท

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้!!! ยังมี เก้าอี้ ที่คุณใช้นั่งทำงานเป็นกันวันๆ อีก ที่มีส่วนในการทำลายสุขภาพของคุณ ซึ่งเก้าอี้ที่ดีนั้นเวลาคุณนั่งจะรู้สึกสบาย พนักพิงควรราบไปกับหลัง ปรับระดับความสูงได้ ควรนั่งพิงพนักให้เต็ม และเก้าอี้ควรมีขนาดพอดีตัวไม่เล็กเกินไป เบาะก็ควรจะขนานกับพื้น นั่งให้เป็นมุม 90 องศา หัวเข่าตั้งฉากกับพื้น ฝ่าเท้าแนบขนานกับพื้น นั่งให้ตัวตรง และที่สำคัญควรเดินไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดอาการเมื่อยล้า

เห็นแล้วใช่มั้ยว่า...โรคภัย...มีอยู่รอบตัวเรา เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว!! คุณคงจะไม่รีรอที่จะจัดการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนโต๊ะทำงานของคุณเสียใหม่โดยเร็ว เพื่อจะได้ห่างไกลบ่อนทำลายสุขภาพ...

แค่ อ่าน ก็สร้างชาติได้

หนังสือช่วยความคิด-จิตใจ ส่งผลระดับความรู้พลเมืองสูงขึ้น ประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

การอ่านหนังสือทำให้คนหลายๆคนเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งในด้านความคิดและพฤติกรรม... “หนังสือ” จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญในการสร้างพัฒนาการที่ดีที่สุด ที่ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในทางด้านสติปัญญา แต่ยังรวมไปถึงการช่วยพัฒนาความคิด และยกระดับจิตใจได้อีกด้วย
แต่ในปัจจุบันกลับพบว่า คนไทยอ่านหนังสือเพียง 5 เล่มต่อคนต่อปีเท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามนำโด่งไปที่ 60 เล่มต่อคนต่อปี...ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคนไทยรักการอ่านหนังสือไม่แพ้ชาติใดในโลก...นายจรัญ มาลัยกุล หัวหน้าโครงการอ่านสร้างชาติ ได้ออกมาบอกว่า จากข้อมูลที่ระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือน้อยนั้น...ความจริงแล้วคนไทยไม่ใช่ไม่อยากอ่านหนังสือ แต่ไม่มีหนังสือให้อ่าน เพราะหนังสือมีราคาแพง และสถานที่จำหน่ายก็มีเฉพาะในเขตเมือง ทำให้หนอนหนังสือไม่สามารถ “เข้าถึง” หนังสือได้ต่างหาก

เมื่อไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ ทำให้ต้องหันไปหาสื่ออื่นที่เข้าถึงมากกว่า ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่พบว่า คนไทยอ่านหนังสือลดลง จากร้อยละ 69.1 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 66.3 ในปี 2551 และจากจำนวนคนที่ไม่อ่านหนังสืออีกร้อยละ 33.7 นั้นใช้เวลาเพื่อดูโทรทัศน์ถึงร้อยละ 54.3 เพราะสื่อโทรทัศน์นั้น ถือเป็นว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงทุกคนได้มากกว่าหนังสือ ทำให้คนส่วนใหญ่ใช้เวลาดูโทรทัศน์มากขึ้น ความรู้ ความคิด และจินตนาการจึงลดน้อยลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าได้

หากมีการส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านตั้งแต่วัยเยาว์ ก็จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เกิดการปรับวิธีคิด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เกิดการเรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ระดับจิตใจและสติปัญญาถูกพัฒนาการอย่างเหมาะสม และเมื่อระดับความรู้ของพลเมืองเปลี่ยนไป ประเทศก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย




การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้แก่เด็กๆ นั้น ต้องอาศัยกำลังจากพ่อแม่เป็นสำคัญ เพียงพ่อแม่ใช้เวลาแค่วันละ 20 นาที ค้นหาหนังสือที่เหมาะกับวัยและความสนใจ บอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น โดยการอ่านออกเสียงให้ลูกฟังตัวต่อตัว ก็จะทำให้เด็กกล้าที่จะตอบคำถาม รู้สึกผ่อนคลาย อุ่นใจและกล้าที่จะเปิดเผย เป็นการสอนอย่างไม่เป็นทางการที่สมบูรณ์แบบ ให้เด็กได้คุ้นเคยกับหนังสือ ถือเป็นการบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านได้อย่างแยบยล

และการที่จะเพิ่มจำนวนหนอนหนังสือ จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมเรื่องราคา ดังจะเห็นได้จากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ ปี โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 27 มีนาคม ถึง 6 เมษายน ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะดึงดูดให้คนไทยหันมานิยมอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นได้ เพราะนอกจากจะมีหนังสือนานาชนิดให้ได้เลือกอ่านแล้ว ราคาหนังสือก็ยังถูกกว่าปกติทั่วไปอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การนำหนังสือมาไว้ที่เดียว ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการอ่านหนังสือของคนไทยได้ แต่ด้วยกลยุทธ์ “หนังสือมือสอง” ในโครงการอ่านสร้างชาติที่เชิญชวนให้ทุกคนร่วมบริจาคหนังสือที่ไม่ใช้แล้วอาจช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เพียงแค่สละหนังสือคนละเล่ม แล้วส่งมาที่ มูลนิธิกระจกเงา 8/12 ซอยวิภาวดี44 ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือทางเว็บไซต์ www.read4thai.org

เชื่อได้เลยว่า...หากคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการอ่านได้เยอะและง่ายขึ้นก็ช่วยสร้างให้ชาติไทยของเราเกิดการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน...^^

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

โกจิเบอร์รี่


สุดยอดผลไม้ชะลอความแก่



เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทําไมดาวจรัสฟ้าแห่งวงการมายาฮอลลีวู้ดหลายๆ คนถึงไม่ยอม แก่ลงเลย ไม่ว่าจะเจอสักกี่ปีก็เหมือนหยุดอายุผิวให้คงอ่อนเยาว์ กระจ่างใสได้ตลอดเวลา เคล็ดลับของพวกเธออยู่ที่ผลไม้สีแดงลูกเล็กๆ อย่าง “ผลโกจิเบอร์รี่” ที่เรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋ว เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าของ “สารแอนติออกซิแดนท์”

“ผลโกจิเบอร์รี่” เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย จึงไม่ใช่เรื่อง แปลกหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อของโกจิเบอร์รี่มาก่อน เพราะถึงแม้ว่าผลไม้ดังกล่าวจะเป็นยาโบราณที่สําคัญ ที่ใช้ในประเทศเอเชียมาหลายชั่วอายุคนก็ตาม แต่ความลับด้านประโยชน์ทางโภชนาการของผลดังกล่าวยังคงเป็นความลับที่ชาวโลกส่วนมากยังไม่ทราบ

ย้อนไป 4,000 ปี ก่อนคริสตกาล นักสมุน-ไพรชาวหิมาลายันได้ค้นพบความลับที่มีค่ามากที่สุดคือผลโกจิเบอร์รี่ท้องถิ่น ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดสู่นักปรุงยาชาวจีน ทิเบต และอินเดีย จากการค้นคว้าและวิจัยของ Dr. Earl Mindell ค้นพบว่าผลโกจิเบอร์รี่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสารแอนติออกซิแดนท์ในปริมาณมากถึง 25,300 (ในขณะที่ลูกพรุนซึ่งมีสารแอนติ-ออกซิแดนท์เป็นลําดับที่ 2 มีเพียง 5,700 ORAC เท่านั้น) โดยสารออกซิแดนท์ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อแก่ตัวลงเป็นสาเหตุสําคัญของความแก่ก่อนวัยอันควร

“ผลโกจิเบอร์รี่” แต่ละลูกประกอบด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด ธาตุอาหาร 21 ชนิด มีโปรตีนมากกว่าโฮลวีท มีสารแอนติออกซิแดนท์คาโรทินอยด์อีกจํานวนมาก รวมทั้งวิตามินซีที่มีระดับสูงกว่าผลส้ม ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโกจิเบอร์รี่ ซึ่งเอนไซด์ของผู้หญิงไทยที่พบว่าผิวอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนาติดอันดับต้นๆ และร้อยละ 85 ของผู้หญิงเชื่อว่าปัญหาผิวสามารถชะลอและ ป้องกันได้

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

L'histoire de la pomme.

Le pommier est l’arbre fruitier le plus cultivé dans le monde. Paradoxalement, son fruit chargé de symbolique dès l’origine, est le fruit défendu.......

D’innombrables variétés nous offrent généreusement des pommes toute l’année. La pomme est connue depuis la nuit des temps et elle a beaucoup fait parler d’elle.

Nos pommes actuelles sont issues de pommiers sauvages originaires d’Asie Mineure dans le Caucase. On a même observé le pommier dans l’Himalaya jusqu’à 3000 mètres d’altitude.

Peu à peu et plus récemment encore, les pommiers ont subi de nombreuses sélections et hybridations. Les croisements ont donné les différentes formes de pommes que nous connaissons.

De nos jours il existe prés de 6000 variétés de pommes parfaitement identifiées.

Le Pommier, son nom scientifique en latin : Malus

La Pomme, le fruit malum, désigne aussi le coing, la grenade, la pêche, l’orange, le citron.

Effectivement, nos anciens parlaient de pomme d’orange (loi poumo d’oranzé, lo poumo dé poumiè....) Le pommier, arbre fort ancien, s’adapte parfaitement au Limousin, une de ses régions préférées. En effet, climat et sol font que ses fruits sont des plus savoureux et excellents dans notre région (pommes de table ou pommes à cidre).

C’est vers la fin du tertiaire, début du quaternaire, il y a environ 1,6 millions d’années, qu’apparut le pommier sauvage. Des empreintes de feuilles de pommier sauvage ont été découvertes dans des roches quaternaires, non loin de Marseille.

Il y a un million d’années environ, les premiers hominidiens, primates appartenant à la même famille que l’homme, collectaient les végétaux sauvages.

Le pommier sauvage poussant dans les haies ou les broussailles donne des fruits plus petits et plus colorés que ceux des variétés cultivées. Sa présence assure une bonne pollinisation des

Des restes de pommes coupées ont été découverts dans des habitats préhistoriques, dits sur pilotis, les palafittes du néolithique et de l’âge de bronze, environ 4500 à 700 ans avant J.C.

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

10 อันดับ สนามบินที่สวยที่สุดในโลก

“สวยแต่รูป จูบไม่หอม” คงจะใช้เปรียบเปรยกับเจ้าลานจอดนกยักษ์ที่เราจะเอามานำเสนอไม่ได้แน่ๆ “สุวรรณภูมิ” บ้านเราก็ว่าใหญ่แล้ว ยังต้องชิดซ้ายหลบแทบไม่ทัน เพราะของเพื่อนบ้านเค้าคุยว่า “หน้าตายิ่งไฮโซเท่าไหร่ นวัตกรรมก็ยิ่งทันสมัยขึ้นเท่านั้น”


เริ่มกันเบาๆ ที่ อันดับ 10. Terminal 4, Barajas Airport, Madrid



อันดับ 9. TWA Terminal, John F. Kennedy Airport, New York City




อันดับ 8. Carrasco International Airport, Montevideo, Uruguay





อันดับ 7. Sondika Airport, Bilbao, Spain





อันดับ 6. Denver International Airport






อันดับ 5. Incheon International Airport, South Korea






อันดับ 4. Marrakech Menara Airport, Morocco






อันดับ 3. Chek Lap Kok Airport, Hong Kong






อันดับ 2. Kansai International Airport, Osaka, Japan






อันดับ 1. Terminal 3, Beijing International Airport





ตามแกะรอยเจ้าของ “งูกรีนแมมบ้า”

พบเบาะแสเจ้าของงูกรีนแมมบ้าแล้ว องค์การสวนสัตว์เตรียมเชิญตัวให้ข้อมูล พบในเฟซบุ๊ก เป็นบุคคลคลั่งงูและอาสาสมัครจับสัตว์เลื้อยคลาน

หลังจากมีกระแสกระแสข่าวประชาชนตื่นกลัวภัยจากงูพิษกรีนแมมบ้าจากแอฟริกาหลุดออกมาในย่านปากเกร็ด จ.นนทบุรี จำนวน 15 ตัว โดยมีที่มาจากการที่มีเจ้าของงูรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความในเครือข่ายออนไลน์กับคนขายงูว่า งูของเขาหลุด

จากนั้นมีคนขายงูเข้ามาโพสต์ต่อกับคนมีความรู้ในเรื่องการจับงู ใช้ชื่อในเฟซบุ๊คว่า snakehunter snakelove ได้เข้ามาโพสต์ต่อในเฟซบุ๊กของกองทุนช่วยชีวิตสัตว์ป่าจากภัยพิบัติ 1362 ระบุว่า “มีเรื่องสำคัญที่สุดมารายงานครับเซียนงูหลายท่านจากวงการ Siamreptile แจ้งกันมาถึงผมว่ามีเหตุการณ์ Green mamba (Dendroaspis angusticeps) หลุดจากสถานเลี้ยงทั้งสิ้น 15 ตัว บริเวณข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (ห้าแยกปากเกร็ด) ลงไปหมู่บ้านทางด้านซ้ายมือ” ดังที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้วนั้น

กระทั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข เตรียมนำเข้าเซรุ่มรักษาพิษงูชนิดนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีมีผู้ถูกกัด อย่างไรก็ดี มีกระแสข่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้มีการตรวจสอบผู้ที่ใช้ชื่อ snakehunter snakelove ที่ได้เข้ามาโพสต์ข้อความ พบว่าเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนี้ ยังพบว่า ภาพที่ได้โพสต์ในเฟซบุ๊คของตัวเองนั้น ส่วนใหญ่เป็นภาพของสัตว์เลื้อยคลาน และภารกิจการจับงูชนิดต่างๆ โดยมีภาพของงูสีเขียว ที่อาจเป็นงูพิษกรีนแมมบ้ารวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ ทางองค์การสวนสัตว์เตรียมประสานนักศึกษาคนดังกล่าวเข้าให้ข้อมูลต่อไป.

"ลิลลี่แพดซิตี้"

เมืองลอยน้ำแห่งโลกอนาคต

เมื่อถึงวันที่ธรรมชาติเอาคืน มนุษย์ก็พร้อมตื่นตัวรับมือกับชะตากรรมที่อาจต้องเจอ หุหุ จะรับทันมั้ย นับวันภัยพิบัติยิ่งถาโถม เรารู้ทันบ้าง คาดเดาไม่ได้บ้าง ด้วยระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การสร้างเขื่อนกั้นนั้นก็ต้องทำให้แข็งแรงแน่นหนาขึ้น แต่ "วินเซนต์ คัลลีบัต"สถาปนิกสมองใสชาวเบลเยียมกล่าวว่า เราจำเป็นต้องสร้างโครงการที่แก้ปัญหาได้ระยะยาวมากกว่านั้น

"เมืองลอยน้ำ"หรือ"ลิลลี่แพดซิตี้" โครงการแห่งโลกอนาคตจึงผุดขึ้น แนวคิดของรูปทรงมาจาก "บัววิกตอเรีย" อืมมม มองภาพแล้วก็เหมือนบัวลอยน้ำจริงๆ วัตถุประสงค์หลักก็แน่นอน "หนีน้ำท่วม" โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ของโลกที่อยู่ในพื้นที่เสียงต่อระดับน้ำทะเลมากที่สุดคือ นิวยอร์ก โตเกียว และลอนดอน โอ้ว ประเทศสุดฮอตยอดนิยมแห่งการไปเยือนทั้งนั้น





ความพิเศษของเจ้า "บัวยักษ์" อยู่ที่การจุประชากรได้ถึง 50,000 คน ผลิตพลังงานใช้ได้เอง มีทะเลสาบอยู่ตรงกลางเพื่อเก็บน้ำฝนสะอาด มีภาพเทือกเขาปลอมๆ ไว้ให้ประชาชนดูแก้เบื่อตาจากวิวทะเล ไทเท เนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบในการสร้างเมืองยังดูดคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศด้วย สำหรับพลังงานที่แต่ละเมืองนำมาใช้นั้น เป็นพลังงานสีเขียวที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น พลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์ พลังงานจากคลื่น พลังงานลม พลังงานเธอร์มัล พลังงานไฮดรอลิก การสร้างพลังงานนั้นมีจำนวนมากกว่าพลังงานที่แต่ละเมืองใช้ พลังงานจึงเหลือเฟือ และยังเป็นเมืองที่ไม่แพร่ก๊าซเรือนกระจก ส่วนขยะจะถูกนำมารีไซเคิล และที่สำคัญ "ไม่มีถนน ไม่มีรถยนต์" ประมาณว่าติดป้าย "มลพิษห้ามเข้า"กันเลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

กรุ๊ปเลือด กับ ไอศกรีม

ใครจะรู้หรือไม่ว่า กรุ๊ปเลือด กับ ไอศกรีม มีความสัมพันธ์กันอย่างไร มาดูกันค่ะ ว่า กรุ๊ปเลือด ของคุณเหมาะกับ รสชาติ แบบไหนกัน

กรุ๊ปเลือด เอ
สำหรับคนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ จะมีเลือดค่อนข้างเหนียวข้น และกระเพาะอาหารของคนกลุ่มนี้จะมีกรดต่ำว่าเลือดกรุ๊ปอื่นๆ ดังนั้น รสชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอมากที่สุด ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอรี่ต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่ ราสพ์เบอรี่ บลูเบอรี่ เรดเบอรี่ ช็อกโกแลต ลูกพลัม ลูกพรุน มะเดื่อ กระท้อน สับปะรด เป็นต้น แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมรสมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม แคนตาลูป มะพร้าว วนิลา เพราะจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะ และเป็นตัวการขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

กรุ๊ปเลือด บี
เลือดกรุ๊ปนี้โชคดีกว่าใคร เพราะเป็นกลุ่มเลือดที่มีความสมดุล ไม่ข้นหรือเหลวจนเกินไป นมจึงไม่มีผลต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปนี้ รสชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปบีมากที่สุด ได้แก่ ส้ม กล้วย แคนเบอรี่ องุ่น ทุเรียน สับปะรด กระท้อน ช็อกโกแลต วนิลา สตรอเบอรี่ ชาเขียว และเป๊ปเปอร์มินต์ เพราะมีไฟเบอร์และเอนไซม์สูง ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมรสมะพร้าว มะเฟือง ทับทิม ข้าวโพด และกะทิ เพราะเป็นตัวการที่ทำให้น้ำหนักขึ้นได้ง่ายกว่าอาหารอย่างอื่น

กรุ๊ปเลือด โอ
คนเลือดกรุ๊ปโอส่วนใหญ่จะมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบดูดซึมในร่างกาย จึงควรงดไอศกรีมที่ทำจากนมวัวทุกประเภทแล้วหันมารับประทานไอศกรีมที่ทำจากผล ไม้หรือนมถั่วเหลืองแทนจะดีที่สุด รสชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปโอมากที่สุดคือ ได้แก่ ลูกพรุน ลูกพลัม มะเดื่อ แบล็กเชอรี่ ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ เป๊ปเปอร์มินต์ สับปะรด แต่ที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดคือ ไอศกรีมรสกาแฟ ส้ม วนิลา เกรปฟรุต สตรอเบอรี่ มะพร้าว แคนตาลูป เพราะหากทานเข้าไปจะไปเพิ่มปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร

กรุ๊ปเลือด เอบี
เลือดกรุ๊ปเอบีเป็นพวกลูกผสม ลักษณะอาหารการกินจึงคล้ายกับทั้งคนเลือดกรุ๊ปเอและบี แต่สามารถรับประทานนมได้ เพราะคนในกรุ๊ปนี้จะมีระบบการย่อยที่ซับซ้อนกว่า รสชาติไอศกรีมที่เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปเอบีมากที่สุดคือ องุ่น กีวี เชอรี่ แคนเบอรี่มะเดื่อ สับปะรด ทุเรียน กระท้อน ชาเขียว ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ วนิลา แต่ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไอศกรีมที่ทำจากผลไม้เมืองร้อนทั้งหลาย อาทิ มะม่วง มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง เพราะจะย่อยยาก สำหรับรสส้มนั้นจะทำให้กระเพาะระคายเคือง แต่น่าแปลกใจที่ไอศกรีมรสมะนาวกลับช่วยย่อยและล้างระบบลำไส้ได้ดีเลยทีเดียว


เกล็ดความรู้ เรื่อง ไอศกรีม
ไอศกรีม (อังกฤษ: ice cream) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ไอติม เป็นของหวานแช่แข็งชนิดหนึ่ง ได้จากการผสมส่วนผสม นำไปผ่านการฆ่าเชื้อ แล้วนั้นนำไปปั่นในที่เย็นจัด (freezing) เพื่อเติมอากาศเข้าไปพร้อม ๆ กับการลดอุณหภูมิ โดยอาศัยเครื่องปั่นไอศกรีม (freezer) ไอศกรีมตักโดยทั่วไปจะต้องผ่านขั้นตอนการแช่เยือกแข็งอีกครั้งก่อนนำมาขายหรือรับประทาน

ไอศกรีมเข้าสู่ประเทศไทยครั้งแรกเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เข้าใจว่าคงเริ่มขึ้นหลังจากที่ผลิตน้ำแข็งขึ้นใช้เองในปลายสมัยรัชกาลที่ 5ไอศกรีมชนิดแรกที่คนไทยคุ้นเคยคือไอศกรีมหวานเย็นทำจากน้ำหวานหรือน้ำผลไม้เอาไปปั่นเย็นจนแข็ง ต่อมา บริษัทป๊อบ ผู้ผลิตไอศกรีมรายแรกในประเทศไทยได้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด และเริ่มใช้สูตรใส่นม

คนไทยได้ดัดแปลงไอศกรีมของต่างชาติมาเป็นไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมกับน้ำตาลนำไปปั่นให้แข็ง เนื้อไอติมค่อนข้างใสเป็นเกล็ดน้ำแข็งละเอียด เวลารับประทานต้องขูดไอติมออกจากขอบหม้อโลหะเมื่อไอติมเริ่มแข็งตัว ตอนขายตักใส่ถ้วยเป็นลูกๆเรียกไอติมตัก กินกับถั่ว ข้าวหนียว หรือ ลูกชิด บางคนกินกับขนมปังที่หั่นเป็นท่อน และมีรอยแยกเป็นร่องอยู่ตรงกลาง

Pomme


La pomme est le fruit du pommier, arbre fruitier largement cultivé. L’arboriculture fruitière est une branche de l’arboriculture spécialisée dans la culture des arbres fruitiers afin d'en récolter les fruits ou les faux-fruits comme la pomme du pommier domestique. La description des pommes constitue une partie de la pomologie, la pomologie englobant tous les fruits à pépins. La pomme est comestible et a un goût sucré ou acidulé selon les variétés.

Généralement, on distingue trois types de pommes alimentaires : les pommes à cidre, les pommes de table ou pommes à couteau et les pommes à cuire qui appartiennent à un des deux premiers types mais supportent bien la cuisson. Ces trois types sont tous de l'espèce Malus pumila qui compte plus de 20 000 variétés à travers le monde.

Plusieurs boissons sont élaborées à base de pommes, en particulier le jus de pomme et le cidre produit à partir de la fermentation de ce jus.




Étymologie
Le mot « pomme » vient du latin pomum qui désigne le mot commun « fruit » - Pomona est la déesse des fruits. En latin, la pomme est appelée malum (qui a donné mela en italien ou mar en roumain). Le mot « pomme » a remplacé malum car la pomme demeure le fruit, le pomum, par excellence. L'usage du mot « pomme » pour désigner un fruit a d'ailleurs perduré longtemps, comme en témoignent les noms de pomme de terre, de pomme de jacque, de pomme d'Orange ou encore de pomme de pin ou pomme cannelle.

Le genre féminin du mot français vient d'une confusion entre la terminaison en -a du nominatif pluriel de ce mot neutre (poma) et la terminaison courante des mots féminins de la première déclinaison au nominatif singulier.

Dans certains pays d'Afrique francophone, le mot « pomme » désigne la pomme de terre, la pomme est quant à elle désignée sous le terme de « pomme-fruit » ou « pomme de France ».

เกร็ดความรู้ ประโยชน์ของหัวหอม



*หัวหอมสามารถช่วยแก้รอยไหม้ของเสื้อผ้าซึ่งเกิดจากการรีดผ้า ใช้หัวหอมผ่าซีกนำไปถูตรงรอยไหม้ของเสื้อผ้า ใช้น้ำเช็ดอีกครั้ง รอยไหม้ก็จะหายไป หัวหอมมีสารละลายสามารถกัดรอยไหม้ที่อยู่บนผ้าให้จางหายไปได้ค่ะ ทั้งนี้ยังไม่ทำให้ผ้าเปื่อยขาดง่ายด้วย
*หัวหอมสามารถช่วยแก้อาการแฮงค์ นำหอมแดงพอประมาณมาทุบให้แตก แล้วนำไปเคี่ยวใส่น้ำจนเดือด ให้ดื่มตอนยังร้อนๆอยู่ รับรองว่าหายแฮงค์เป็นปลิดทิ้งเลยเชียวล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อาหารเจ กับ มังสวิรัติ ต่างกันอย่างไร

ทั้งอาหารเจและอาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดดังนี้

อาหารเจ นอกจากไม่มีเนื้อสัตว์แล้ว ยังมีข้อห้ามว่าต้องไม่มีหอม กระเทียม ต้นกุยช่าย ผักชี และเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนเพราะถือว่าอาหารดังกล่าวทำให้เกิดกำหนัด

วัตถุดิบที่เป็นหลักในการประกอบอาหารเจ คือ แป้ง เต้าหู้ ซีอิ๊ว ถั่วเหลือง ถั่วต่าง ๆ และผักนานาชนิดยกเว้นผักที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ผู้กินเจที่เคร่งครัด น้ำมันพืชที่ใช้ต้องบริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะไม่ใช้น้ำมันพืชสูตรผสม เช่น น้ำมันรำข้าวปนน้ำมันถั่วเหลือง ภาชนะที่ใส่อาหารเจก็ต้องเตรียมไว้เป็นพิเศษ ไม่ใช้ปะปนกับภาชนะที่ใส่เนื้อสัตว์ ปัจจุบันอาหารเจได้รับการพัฒนารูปแบบขึ้นมาก มีการทำ “หมี่กึน” ที่ทำมาจากแป้งสาลีดัดแปลงให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์ นำมาปรุงอาหารสำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถตัดขาดจากเนื้อสัตว์ได้เด็ดขาด

อาหารเจ จะกินกันในระหว่าง เทศกาลกินเจ คือช่วงระหว่างวันขึ้น ๑-๙ ค่ำเดือน ๙ (ตามปฏิทินจีนราวเดือนตุลาคม)ระยะเวลาประมาณ ๑๐ วัน หรือกินในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งผู้ที่กินเจเชื่อว่าการกินเจเป็นการได้บุญ จะส่งผลให้ชีวิตประสบความสุขความเจริญ ทั้งเป็นการต่อชีวิตให้ยืนยาวต่อไป

ส่วน อาหารมังสวิรัติ โดยรูปศัพท์หมายถึงการงดเว้นเนื้อสัตว์ (มังสะ=เนื้อสัตว์ วิรัติ=การงดเว้น) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Vegetarian

ผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติมีสองกลุ่ม กลุ่มแรก ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ แต่ยังคงบริโภคไข่และนม กลุ่มที่สอง ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่บริโภคไข่และนมด้วยอาหารมังสวิรัติงดเนื้อสัตว์เหมือนกับอาหารเจ รวมทั้งเครื่องปรุงรสที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กะปิ น้ำปลา แต่ต่างกับอาหารเจตรงที่ไม่ห้ามบริโภคกระเทียม หัวหอม ต้นกุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นแรงตลอดจนเครื่องเทศที่เผ็ดร้อน อาหารมังสวิรัติสามารถบริโภคได้ทั้งปี ไม่มีเทศกาลเหมือนอาหารเจ ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง เพราะได้งดเนื้อสัตว์ซึ่งมีไขมันและสารอื่น ๆ มากมาย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อจิตใจเพราะไม่จะเบียดเบียนชีวิตสัตว์ทั้งหลาย